A A

บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ บทที่ 2

2-1 ตำนานหรือนิยายสมัยใหม่หรือความลับของฟ้า เรื่องการสร้างจักรวาลและสรรพสิ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานเกินกว่าจะจินตนาการ หรือฝันถึงได้ว่านานเท่าไร ตอนนั้นสรรพสิ่งในจักรวาลไม่มีอะไรอยู่เลย มีแต่ความมืดมิด และองค์พระผู้เป็นเจ้าแท้จริง พระเจ้าแท้จริง พระองค์เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่มีอยู่จริงในจักรวาล แต่พระองค์ไม่ใช่สสารพระองค์เป็นจิตและพลังงาน พลังงานของพระองค์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง พลานุภาพและอำนาจของพระองค์ก็มหาศาลสุดพรรณนาดังได้กล่าวมาแล้วว่า ในจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดหรืออะไรเลยที่มีอยู่จริง ยกเว้นองค์พระผู้เป็นเจ้า ( แท้จริง ) พระเจ้า ( แท้จริง ) เป็นจิตที่แท้และจิตเป็นที่บริสุทธิ์ ถ้าจะพูดว่า พระองค์มีเพียงพระองค์เดียว หรือจะพูดว่าพระองค์มีกายเป็นจำนวนอนันต์ แต่มีใจเป็นหนึ่งเดียว เป็นใจที่บริสุทธิ์ที่สุด อันใดอันหนึ่งก็ย่อมได้ พระเจ้าแท้จริงมีความเป็นอมตะและมีความเป็นนิรันดร สภาวะของพระเจ้าแท้จริงเป็นสภาวะธรรมชาติที่รู้แจ้ง และเป็นสภาวะที่แจ่มใส พระองค์เป็นอยู่อย่างเป็นสุขหมดจดชั่วกัลปาวสาน พระองค์ไม่มีจุดเกิด ( จุดเริ่มต้น ) ไม่มีการเสื่อม ไม่มีความโศก ไม่มีการเจ็บ ไม่มีการตาย ( จุดสิ้นสุด ) และไม่มีที่สุด ซ้ำยังมีเสถียรภาพสถาพรด้วย อย่างไรก็...

2-2 พระเจ้าแท้จริงแบ่งฝ่าย ก่อนเริ่มเล่นเกมส์ปริศนา

พระเจ้าแท้จริง เมื่อพระองค์ได้สร้างจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งมวล ขึ้นมาเป็นสนามในการเล่นเกมส์ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ได้สร้างกาลเวลาขึ้นมาด้วย พร้อมๆกับจักรวาล โดยพระองค์กำหนดให้สรรพสิ่งในจักรวาล เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ยังติดปัญหาของเกมส์อยู่ เพราะว่าพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้าแท้จริง พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู พระองค์ทรงรู้ทุกอย่างและทุกเรื่อง แล้วพระองค์ต้องเล่นเกมส์นี้กับตัวเอง มันจะไปสนุกตรงไหน พระองค์ทรงคิดว่า ถ้าจะให้สนุก พระองค์จำเป็นต้องปิดบังความลับของเกมส์นี้เอาไว้มิให้ส่วนหนึ่งของพระองค์รู้ความจริง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสร้างเหล่าวิญญาณขึ้นมา เพื่อห่อหุ้มจิตหรือใจส่วนใหญ่ของพระองค์เอาไว้ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทำการแบ่งวิญญาณทั้งหมด ออกเป็น 4 กลุ่ม วิญญาณกลุ่มที่ 1 คือ ตัวผู้เล่น พระองค์ไม่ให้รู้ความจริงอะไรเลย นอกจากนี้ พระองค์ยังรับสั่งให้พวกเขาลืมทุกสิ่งทุกอย่างด้วย พวกเขาจึงจำไม่ได้เลยว่า ตัวของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าแท้จริง วิญญาณผู้เล่นกลุ่มนี้ จะต้องเล่นเกมส์ปริศนากับพระองค์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้และปฎิบัติได้จริง โดยทำให้วิญญาณตัวเองบริสุทธิ์ จนถึงขั...

2-3 เริ่มเล่นเกมส์อัตตาแท้จริงเป็นอนัตตากับพระเจ้าแท้จริงได้แล้ว

เมื่อพระเจ้าแท้จริงได้กำหนดกติกาการเล่นเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ได้สั่งให้ควาร์คหรือกายธรรมชาติส่วนหนึ่ง นำธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟเข้ามาผสมกัน และก่อรูปขึ้นมาเป็นร่างกาย หลังจากนั้น พระเจ้าแท้จริงก็ได้สั่งให้วิญญาณแต่ละดวงเข้าไปอยู่ในร่างหรือกายแบบนั้น พระองค์เรียกร่างที่บรรจุวิญญาณเหล่านี้ว่า “มนุษย์” มนุษย์จำต้องอยู่ในจักรวาล ซึ่งเป็นสนามการเล่นของพระเจ้าแท้จริง พร้อมๆกับสิ่งลวงต่างๆ รอบๆตัวเขา เมื่อครั้งที่จิตทั้งหมดยังเป็นพระเจ้าแท้จริงอยู่ เพื่อให้เกมส์มีรสชาติมากขึ้น พระเจ้าแท้จริงจึงได้สร้างพรหมโลก สวรรค์ - นรก และวางกฎแห่งกรรมขึ้นมา สวรรค์ทำหน้าที่ให้รางวัลล่อใจมนุษย์ผู้ทำความดี โดยพระเจ้าฝ่ายขาวหรือพระเจ้าฝ่ายอัตตาเป็นผู้ดูแล พระเจ้าฝ่ายอัตตาจะทำหน้าที่ดึงผู้เล่นที่หลงในรางวัลสวรรค์ เข้ามาเป็นพวกให้มากที่สุด ส่วนนรกทำหน้าที่ตรงกันข้ามคือ ลงโทษมนุษย์ที่กระทำความชั่ว โดยพระเจ้าฝ่ายดำหรือซาตานเป็นผู้ดูแล พระเจ้าฝ่ายดำหรือซาตาน ต้องพยายามดึงผู้เล่นที่หลงในการทำชั่ว ให้เข้ามาเป็นพวกให้มากที่สุด พูดง่ายๆ ทั้งสวรรค์ - นรกและกฎแห่งกรรม แม้แต่พรหมโลก ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นตัวหลอ...

2-4 สิทธิของวิญญาณ และการลงโทษเพื่อให้วิญญาณได้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์จำเป็นต้องฝ่าด่านสิ่งลวงต่างๆไปให้ได้ เพื่อเข้าไปรวมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าแท้จริง ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถละทิ้งทั้งความดีและความชั่ว พระองค์ก็ห้ามเขา ไม่ให้เขาสามารถถอดร่างกายและวิญญาณของเขา ออกจากเกมส์อัตตา - อนัตตา เพื่อไปรวมกับพระองค์โดยเด็ดขาด จะต้องเวียนว่ายตายเกิด เล่นเกมส์นี้กับพระเจ้าแท้จริง ต่อไปเรื่อยๆจนชั่วกัลปาวสาน อย่างไรก็ตาม พระเจ้าแท้จริงได้ให้สิทธิวิญญาณแต่ละดวง สามารถเปลี่ยนร่างกายของตนเองได้ จะเป็นเทวดา เป็นสัตว์เดรัตฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นพรหม หรือกลับเป็นมนุษย์อีกก็ได้ แต่ดวงวิญญาณดวงนั้นต้องเป็นดวงเดิม และร่างกายของเขาต้องเปลี่ยนสภาพไปตามการกระทำของเขาเองภายใต้กฎแห่งกรรม ถ้าใจของวิญญาณถูกครอบงำด้วยกิเลสและความชั่ว และได้กระทำบาปอย่างมหันต์ วิญญาณของเขา ก็จำเป็นต้องถูกนำไปล้างบาปกรรมที่ทำไว้ออกในนรก โทษในนรกจะมีความรุนแรงและทารุณเท่ากับจิตใจของเขา ไม่มีการลงโทษ หรือการทารุณกับวิญญาณใดๆ ที่รุนแรงเกินกว่าจิตใจของเขาแม้แต่น้อย ต้องย้ำว่า เมื่อจิตทั้งหมดยังเป็นพระเจ้าแท้จริงอยู่ พวกเขาได้ใช้พลังของพวกเขาร่วมกันเนรมิตนรกสวรรค์แล...

2-5 ผู้ได้ชัยชนะในเกมส์อัตตา-อนัตตา

ตอนนี้พระเจ้าแท้จริงก็ได้จัดทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว สรรพสิ่งที่ไม่มีอยู่ ได้กลับมีสภาพเสมือนมีอยู่จริง อนัตตาได้มีสภาพเหมือนเป็นอัตตาเต็มตัว และก็มีสิ่งลวงและกับดักและกฎกติกาการเล่นอยู่พร้อมสรรพ นอกจากนี้พระเจ้าแท้จริง ก็ยังทิ้งร่องรอยและหลักฐานเอาไว้ด้วย คือพระองค์ได้กำหนดให้ ทุกสรรพสิ่งเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์เริ่มสืบค้นความจริงเรื่องเกมส์อัตตาแท้จริงเป็นอนัตตา ได้จากหลักฐานชิ้นแรกนี้ มนุษย์ผู้หลุดพ้น หรือที่รู้ความจริงทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา และไม่มีกิเลสตัณหาและอุปทานเหลืออยู่ เรียกว่า “พระอรหันต์” พระอรหันต์เป็นผู้ที่พร้อมจะถอดเปลือกนอก ที่เป็นร่างกายและวิญญาณออกไปเมื่อตายลง เพื่อเข้าสู่นิพพาน คือไปเป็นพระเจ้าแท้จริง และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแท้จริง ( คือเป็นจิตบริสุทธิ์ที่อยู่ในภาวะนิพพาน ) ซึ่งถือว่ามนุษย์ท่านนี้ชนะเกมส์อัตตา - อนัตตา แต่ถ้าท่านไม่ยอมถอดเปลือกที่เป็นวิญญาณออก แม้ว่าท่านจะตายไปแล้ว แต่อยู่ในภาวะที่พร้อมจะเข้านิพพานได้ทุกเมื่อ ท่านผู้นั้นก็จะเป็นพระวิญญาณสุดบริสุทธิ์อยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ แต่สถานะของท่านจะเ...

2-6 พระพุทธเจ้าท่านได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์จากไหน

พระไตรปิฎกได้บันทึกว่า พระพุทธองค์ซึ่งเป็นผู้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์พระองค์ทรงตรัสว่า ก่อนหน้ายุคของพระองค์ก็มีพระพุทธเจ้ามาแล้ว 7 พระองค์ในเวลา 32 กัลป์ ( รวมพระองค์ด้วย ) พวกท่านก็รู้ประวัติศาสตร์โลกดีว่า มีพระพุทธเจ้าในโลกนี้เพียงคนเดียว แต่พระพุทธองค์ไม่มีทางตรัสเท็จแน่นอน แล้วบันทึกการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ก่อนหน้านั้น พระพุทธองค์ไปเห็นหรือไปเอามาจากไหน คำตอบก็คือ มันอยู่ในเหล่าวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง วิญญาณเป็นตัวรู้และเป็นแฟ้มสะสมเหตุการณ์การทำความดีความชั่วของมนุษย์แต่ละคนวิญญาณไม่เคยตาย มีแต่นิพพาน วิญญาณได้เก็บสะสมการกระทำของมนุษย์เอาไว้ ไม่มีการลืม พระพุทธองค์ตรัสรู้ได้ ก็เนื่องจาก เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์และสัตว์จากแฟ้มวิญญาณเหล่านี้ พระพุทธองค์ดูย้อนไปในอดีตได้ไม่จบสิ้น จึงเห็นว่าโลกนี้หรือจักรวาลนี้ได้เกิดแล้วดับแล้วเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ลองดูตอนที่พระพุทธองค์ได้บุพเพนิวาสานุสติญาณดู พระองค์ทรงตรัสว่า “ เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส ………………… เราย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติ...